หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ผลิตภัณฑ์ไฮไลฟ์โกร เอ็กซ์ตร้า -Hylife Gro X-TRA



ผลิตภัณฑ์ไฮไลฟ์โกร เอ็กซ์ตร้า -Hylife Gro X-TRA




Hylife Gro X-TRA ขนาด   10 CC. ราคา      55 บาท (ขนาดทดลอง)
Hylife Gro X-TRA ขนาด 200 CC. ราคา 1,500 บาท


          Hylife Gro X-TRA เป็นปุ๋ยแบบน้ำที่มันใช้กับต้นไม้ได้ทุกชนิดที่โตแข็งแรงพร้อมจะกินปุ๋ยแล้ว เป็นปุ๋ยที่สามารถใช้แทนปุ๋ยเคมีและปุ๋ยยูเรียได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องแบกกระสอบปุ๋ยให้หนักอีกต่อไป เห็นผลภายใน 24 ช.ม.หลังใช้  ฤดูกาลแรกที่ใช้ให้ใช้ควบคู่กับปุ๋ยเม็ดเคมีก่อนแต่ลดปริมาณปุ๋ยเม็ดลงเหลือครึ่งเดียวได้ คือค่อยๆลดค่ะ หรือจะใส่สัก30%ก็ได้ ควบคู่ไปกับใช้ เอ็กตร้าตัวนี้ 
          วิธีการทำงานของไฮไลฟ์โกร เอ็กตร้า
คือ ใช้กับพืชปุ๊บ พืชกินได้ปั๊บ กินอิ่ม สะสมไว้ใช้ในครั้งต่อไปได้ด้วย พอหิวต้องการอาหารก็เอาที่สะสมไว้มากินต่อ อิ่มก็หยุดกิน หิวก็เอาที่สะสมไว้มากิน จึงทำให้การใช้เอ็กตร้า ช่วยให้พืชสามารถทำกิจกรรมเติบโตสร้างดอกผลได้โดยไม่หยุดชะงักงันแม้อยู่ในสภาวะ
อากาศที่ไม่เอื้ออำนวยในการเจริญเติบโตเลยก็ตาม
ข้อสำคัญ ใช้ครบวงจรเมื่อไร : 
-ไฮไลฟ์โกร เอส (สำหรับเริ่มปลุกสร้างใบ สร้างความเขียวของใบ)
-ไฮไลฟ์โกร แอล (สำหรับพืชที่เริ่มกินปุ๋ยได้แล้ว คือโตพอ ก็ให้ตัวนี้ได้เลย เพื่อสะสมอาหารให้เค้า)
-ไฮไลฟ์โกร เอ็กตร้า (สำหรับพืชที่เริ่มกินปุ๋ยได้แล้ว คือโตพอ ก็ให้ตัวนี้ได้เลย และ โดยเฉพาะพืชใหญ่ พืชผักกินใบไม่ต้องก็ได้ประหยัดไป ใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี ให้พืชได้รับแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับพืชครบถ้วน13ชนิด 
อีก3ได้จากอากาศ อีก4เป็นแค่ตัวเสริม)
-ปุ๋ยอินทรีย์เคมี(มูลค้างคาว) ก็เสริมธาตุอาหารให้พืช ทุกตัวทำให้ดีดินไม่เสีย ครบวงจรไฮไลฟ์โกร เอ็กตร้า เป็นสารอาหารอินทรีย์ธรรมชาติสูตรพิเศษ หัวเชื้อสกัดเข้มข้นพร้อมใช้งานเพราะสารอาหารมีขนาดเล็ก จนเข้าสู่ทุกส่วนของต้นพืชได้ทันที ซึ่งใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด HYBON เทคโนโลยี

ช่วยเพิ่มความแข็งแรง พืชเจริญเติบโตเร็ว เพราะสร้างพลังงานได้เร็วและผลิตออกมาได้มากเป็นพิเศษ มั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืน และใช้ได้กับพืชทุกชนิดทุกฤดูกาลใช้ได้มากกว่า 30 ไร่และฉีดร่วมกับสารอื่นได้

**ไม่ควรใช้กับพืชที่เพิ่งงอกและพืชที่ใบเหลืองกำลังจะตาย***

                                  อัตราและวิธีการใช้

       
ชนิดพืช                   อัตราการใช้          ระยะเวลาการฉีด
พืชไร่ นาขาว                                                     15 วันต่อครั้ง  
พืชผัก                                10-20 ซีซี                7 วันต่อครั้ง                   
ไม้ดอก ไม้ประดับ               ต่อน้ำ 20 ลิตร              7-14 วันต่อครั้ง
ไม้ผล ยางพารา ปาล์มน้ำมัน                                 30 วันต่อครั้ง





รูปภาพของผู้ที่ได้ทดลดใช้ผลิตภัณฑ์ไฮไลฟ์โกร เอ็กซ์ตร้า -Hylife Gro X-TRA




คุณรู้หรือไม่ว่าสูตรปุ๋ยเคมีแต่ละสูตรควรใช้อย่างไรให้เหมาะสม

แนะนำปุ๋ยและวิธีให้ปุ๋ยเบื้องต้นกันค่ะ
 
 
ปุ๋ยเคมี มีหลายสูตรนะคะ อันนี้เราขอยกตัวอย่างที่ใช้กันส่วนใหญ่แล้วกันนะคะ

สูตร 46-0-0 ยูเรีย ให้ไนโตรเจนสูง เร่งต้น และใบใส่ทางดิน
เช่น ปุ๋ยแห่งชาติ, ปุ๋ยตราเรือใบไวกิ้ง

สูตร 16-16-16 ปุ๋ยสูตรเสมอ บำรุงทุกอย่าง ต้น ดอก ผล ใส่ทางดิน
เช่น ปุ๋ยตราเรือใบไวกิ้ง


สูตร 12-24-12 ปุ๋ยมีฟอสฟอรัสสูง เร่งดอก ใส่ทางดิน
เช่น ปุ๋ยตรากระทิง, ปุ๋ย GARDEN

สูตร 8-24-24 ปุ๋ยมีฟอสฟอรัส และโปรแตสเซี่ยมสูง เร่งดอก และผลรสชาดดีใส่ทางดิน
เช่น ปุ๋ยแห่งชาติ, ปุ๋ย GARDEN

สูตร 15-5-5 ปุ๋ยน้ำไนโตรเจนสูง เร่งต้น และใบ ฉีดพ่นทางใบ
เช่นปุ๋ยนาเชอร์ส

สูตร 10-10-10 ปุ๋ยน้ำสูตรเสมอ บำรุงทุกอย่าง ต้น ดอก ฉีดพ่นทางใบ เช่น ปุ๋ยนาเชอร์ส

สูตร 9-18-9 ปุ๋ยน้ำมีฟอสฟอรัสสูง เร่งดอก ฉีดพ่นทางใบ
เช่นปุ๋ยนาเชอร์ส


สูตร 3-18-18 ปุ๋ยน้ำมีฟอสฟอรัส และโปรแตสเซียมสูง เร่งดอก และผลรสชาดดี ฉีดพ่นทางใบ
เช่น ปุ๋ยนาเชอร์

สูตร 30-20-10 ปุ๋ยเกร็ดมีไนโตรเจนสูง เร่งต้น และใบ ฉีดพ่นทางใบ
เช่น ปุ๋ยทวินเฟอร์ตี้

สูตร 10-52-17 ปุ๋ยเกร็ดมีฟอสฟอรัสสูง เร่งดอก ฉีดพ่นทางใบ
เช่น ปุ๋ยทวินเฟอร์ตี้

สูตร 21-21-21 ปุ๋ยเกร็ดสูตรเสมอ บำรุงทุกอย่าง ต้น ดอก ผล ฉีดพ่นทางใบ
เช่น ปุ๋ยทวินเฟอร์ตี้, โพคอน, อัลตราโซน

สูตร 13-27-27 ปุ๋ยเกร็ดมีฟอสฟอรัส และโปรแตสเซียมสูง เร่งดอก และผลรสชาดดี ฉีดพ่นทางใบ
เช่น ปุ๋ยทวินเฟอร์ตี้

วิธีการให้ปุ๋ย
วิธีการให้ปุ๋ยไม้กระถางนั้นค่อนข้างง่าย แต่ก่อนการให้ปุ๋ยทุกชนิดต้นหรือใบต้องไม่เหี่ยว วัสดุปลูกต้องชื้น ไม่แห้ง ควรให้เวลาเช้าหรือเย็น และใช้หลัก ให้จำนวนน้อยแต่บ่อยครั้ง ดีกว่าให้จำนวนมากแต่น้อยครั้ง
การให้ปุ๋ยแบ่งออกเป็น 2 แบบ ตามชนิดของปุ๋ยคือ
1. การให้ปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำ (ปุ๋ยใบ) ปุ๋ยชนิดนี้มีลักษณะเป็นเกล็ดขนาดเล็ก หรือเป็นผง ต้องนำมาละลายน้ำให้เจือจางก่อนใช้
ปุ๋ยใบ 1 ช้อนโต๊ะปาด มีน้ำหนักประมาณ 15 กรัม
ปุ๋ยใบ 1 ช้อนโต๊ะปาด ผสมน้ำ 3 ลิตร มีความเข้มข้นเท่ากับ 100 กรัม/ 20 ลิตร
ปุ๋ยใบควรละลายน้ำแล้วพ่นให้เปียกทั่วต้นพืช เพราะปุ๋ยใบสามารถซึมเข้าทางใบเป็นประโยชน์กับพืชได้อย่างรวดเร็ว ถ้าพ่นกับพืชที่ใบหรือต้นที่ติดน้ำยากต้องผสมสารจับใบ (ยาเปียกใบ) ต้นละประมาณ 5 ถึง 20 ซีซี. แล้วแต่ขนาดของต้น จึงจะได้ผลดี ควรใส่บัวฝอยละเอียดราดให้ถูกทั้งใบกับต้น และให้ไหลลงดินด้วย รากพืชจะได้ปุ๋ยด้วย
2. การให้ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยชนิดนี้มีลักษณะเป็นเม็ด ใช้หว่าน หรือโรย โดยหว่านรอบ ๆ ของกระถางด้านใน หรือให้เป็นจุดบนดิน หรือฝังเป็นจุดบนวัสดุปลูก หรือรองก้นกระถางตอนย้ายปลูกถ้าเป็นปุ๋ยเม็ดจะใช้ครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง
ปุ๋ยเม็ดแบ่งได้ 2 อย่างคือ ปุ๋ยเม็ดปกติ และปุ๋ยเม็ดละลายช้า (ปุ๋ยละลายช้า)
ปุ๋ยเม็ดปกติ 1 ช้อนโต๊ะมาตรฐานปาด หนักประมาณ 12 ถึง 14 กรัม
ปุ๋ยเม็ดละลายช้า 1 ช้อนโต๊ะมาตรฐานปาด หนักประมาณ 12 กรัม ปุ๋ยเม็ดละลายช้าจะใช้ครั้งละมาก แต่นาน ๆ ครั้ง เพราะต้องให้เนื้อปุ๋ยเท่ากันในเวลาที่เท่ากัน (การให้ปุ๋ยเม็ดละลายช้าไม่ช่วยให้ประหยัดปริมาณการใช้ปุ๋ย)
ในระยะต้นล็ก(ต้นกล้า)ไม่ควรให้ปุ๋ยเม็ดปกติ แต่ให้ปุ๋ยเม็ดละลายช้าได้ หลังจากนั้นให้ปุ๋ยเม็ดปกติได้ประมาณ 3 ถึง 20 เม็ด ต่อกระถาง เมื่อต้นยังเล็ก ให้ 3 เม็ด และเพิ่มขึ้นเมื่อกล้ามีอายุมากขึ้น ข้อระวังคือ ไม้ที่โตช้าต้องให้ปุ๋ยน้อยกว่าไม้ที่โตเร็ว

สูตรปุ๋ยสำหรับผู้ที่เริ่มเล่นต้นไม้
 
สุตรปุ๋ยจะมีสัญญาลักษณ์ที่เข้าใจกัน คือ N-P-K
N - คือไนโตเจน ใช้สำหรับการเจริญเติบโต ถ้าใช้ตัวนี้สูง ใบจะใหญ่ เขียว ข้อจะห่าง แต่จะอ่อนแอ ไม่แข็งแรง เหมือนกับเด็กอ้วนๆๆ ที่อ่อนแอไงครับ
P - คือฟอสฟอรัส ใช้เพื่อเร่งการออกดอก
K - คือโปรแตสเซี่ยม ใช้เพื่อเน้นคุณภาพ ดอก ใบเข้ม สีจัด ลำต้นแข็งแรง เป็นต้น

การใช้สูตรปุ๋ยแต่ละสูตรก้ขึ้นอยู่กับช่วงอายุของพืช เช่น เมื่อเล็กๆๆอยู่ก็เน้นสูตรเสมอ พอมีอายุที่เริ่มออกดอกก็ใช้ปุ๋ยสูตรตัวกลางสูงเพื่อเร่งการออกดอก เมื่อเริ่มติดฝัก ติดผลก็ใช้สูตรตัวท้ายสูงเพื่อใช้ผล ฝัก มีคุณภาพ ตัวนี้ก็ทำให้เมล็ดแข็งแรงด้วยครับ แต่ถ้าช่วงติดผลเราเน้น แต่ N ผลก็จะไม่ได้คุณภาพ และทำให้เมล็ดไม่แข็งแรง เปอร์เซนต์การงอกอาจต่ำก็ได้ครับ
หากเราเลี้ยง cactus เมื่อโตเราก็จะไม่เน้น N ให้สูงสองตัวท้ายแทน เช่น สูตร 3-18-18 หรือ สูตร 8-24-24 แต่เราก็ไม่ได้ใช้แบบต้องเจาะจงสูตร ให้เราพิจราณาเองว่าพืชของเราอยู่ในช่วงวัยใด ต้องการสูตรแบบไหนนะค่ะ แล้วค่อยเปลี่ยนสูตรตามความเหมาะสม 
 
**สุดท้ายนี้ขอให้สนุกกับการปลูกต้นไม้และการทำการเกษตรนะคะ**
 

ชวนเพื่อนๆอมาทำความรู้จักกับปุ๋ยกันเถอะ


 

ปุ๋ย

ปุ๋ย หมายถึง สารหรือสิ่งซึ่งเราใส่ลงไปในดิน เพื่อวัตถุประสงค์ให้ปลดปล่อยธาตุอาหารพืชโดยเฉพาะไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ที่พืชยังขาดอยู่ให้พืชได้รับอย่างเพียงพอ พืชสามารถเจริญเติบโตงอกงามดีและให้ผลิตผลสูงขึ้น

โดยทั่วไปปุ๋ยแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์

1. ปุ๋ยอินทรีย์

ปุ๋ยพวกนี้ ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และวัสดุเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรมบางชนิดซึ่งเป็นพวกอินทรียสาร
          ปุ๋ยคอก ที่สำคัญก็ได้แก่ ขี้หมู ขี้เป็ด ขี้ไก่ ฯลฯ เป็นปุ๋ยคอกที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ในบรรดาสวนผักและสวนผลไม้ ปุ๋ยคอกโดยทั่วไปแล้วถ้าคิดราคาต่อหน่วยธาตุอาหารพืชจะมีราคาแพงกว่าปุ๋ยเคมี แต่ปุ๋ยคอกช่วยปรับปรุงดินให้โปร่งและร่วนซุย ทำให้การเตรียมดินง่าย การตั้งตัวของต้นกล้าเร็วทำให้มีโอกาสรอดได้มาก นาข้าวที่เป็นดินทราย เช่น ดินภาคอีสาน การใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์อื่น ๆ เท่าที่จะหาได้ในบริเวณใกล้เคียง จะช่วยให้การดำนาง่าย ข้าวตั้งตัวได้ดี และเจริญเติบโตงอกงามอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เนื่องจากดินทรายพวกนี้มีอินทรียวัตถุต่ำมาก การใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ลงไปจะทำให้ดินอุ้มน้ำและปุ๋ยได้ดีขึ้น การปักดำกล้าทำได้ง่ายขึ้น เพราะ หลังทำเทือกแล้วดินจะไม่อัดกันแน่น

ปุ๋ยคอก




ปุ๋ยคอกมีปริมาณธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมค่อนข้างต่ำ โดยหยาบ ๆ แล้วก็จะมีไนโตรเจนประมาณ 0.5% N ฟอสฟอรัส 0.25% P2O5 และโพแทสเซียม 0.5% K2O

ปุ๋ยขี้ไก่และขี้เป็ด จะมีปริมาณธาตุอาหารสูงกว่าขี้หมู และขี้หมูจะปริมาณธาตุอาหารสูงกว่าขี้วัว และขี้ควาย ปุ๋ยคอกใหม่ ๆ จะมีปริมาณธาตุอาหารสูงกว่าปุ๋ยคอกที่เก่าและเก็บไว้นาน ทั้งนี้เนื่องจากส่วนของปุ๋ยที่ละลายได้ง่ายจะถูกชะล้างออกไปหมด บางส่วนก็กลายเป็นก๊าซสูญหายไปดังนั้นการเก็บรักษาปุ๋ยคอกอย่างระมัดระวังก่อนนำไปใช้ จะช่วยรักษาคุณค่าของปุ๋ยคอกไม่ให้เสื่อมคุณค่าอย่างรวดเร็ว การเก็บรักษาปุ๋ยคอกอาจทำได้ เช่น นำมากองรวมกันเป็นรูปฝาชี แล้วอัดให้แน่ ถ้าอยู่ภายใต้หลังคาก็ยิ่งดี ถ้าอยู่กลางแจ้งควรหาจากหรือทางมะพร้าวคลุมไว้ด้วยก็จะดี ปุ๋ยคอกที่ได้มาใหม่ ๆ และยังสดอยู่ถ้าจะใส่ปุ๋ยซูเปอร์ฟอสเฟตชนิดธรรมดา (20% P O ) ลงไปด้วยสักเล็กน้อยก็จะช่วยป้องกันไม่ให้มีการสูญเสียไนโตรเจนโดยการระเหิดกลายเป็นก๊าซได้เป็นอย่างดี ถ้าเลี้ยงสัตว์อยู่ในคอกควรใช้แกลบ ขี้เลื่อยหรือฟางข้าวรองพื้นคอกให้ดูดซับปุ๋ยไว้ เมื่อฟางข้าวอิ่มตัวด้วยปุ๋ยก็รองเพิ่มเป็นชั้น ๆ เมื่อสะสมไว้มากพอก็ลอกเอาไปกองเก็บไว้ อัตราปุ๋ยคอกที่ใช้นั้นไม่เคร่งครัดเหมือนกับปุ๋ยเคมี ปกติแนะนำให้ใส่อัตรา 1-4 ตันต่อไร่ โดยใส่ค่อนข้างมากในดินเหนียวจัดหรือดินทรายจัด หลังจากใส่ปุ๋ยคอกแล้วถ้ามีการไถหรือพรวนดินกลบลงไปในดิน ก็จะช่วยให้ปุ๋ยเป็นประโยชน์แก่พืชได้เร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น




ปุ๋ยหมัก


 
 

ปุ๋ยหมัก คือ ปุ๋ยที่เราได้มาจากการหมักเศษพืช เช่น หญ้าแห้ง ใบไม้ ฟางข้าว ฯลฯ ให้เน่าเปื่อยเสียก่อน จึงนำไปใส่ในดินเป็นปุ๋ย ปุ๋ยเทศบาลที่บรรจุถุงขายในชื่อของปุ๋ยอินทรีย์เบอร์ต่าง ๆ นั้น ก็คือปุ๋ยหมัก ได้จากการนำขยะจากในเมือง พวกเศษพืช เศษอาหารเข้าโรงหมักเป็นขั้นเป็นตอนจนกลายเป็นปุ๋ย ปุ๋ยหมักสามารถทำเองได้โดยการกองสุมเศษพืชสูงขึ้นจากพื้นดิน 30-40 ซม. แล้วโรยปุ๋ยคอกผสมปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 15-15-15 ประมาณ 1-1.5 กิโลกรัม ต่อเศษพืชหนัก 1,000 กิโลกรัม เสร็จแล้วก็กองเศษพืชซ้อนทับลงไปอีกแล้วโรยปุ๋ยคอกผสมปุ๋ยเคมี ทำเช่นนี้เรื่อยไปเป็นชั้น ๆ จนสูงประมาณ 1.5 เมตร ควรมีการรดน้ำแต่ละชั้นเพื่อให้มีความชุ่มชื้น และเป็นการทำให้มีการเน่าเปื่อยได้เร็วขึ้น กองปุ๋ยหมักนี้ทิ้งไว้ 3-4 สัปดาห์ ก็ทำการกลับกองปุ๋ยครั้งหนึ่ง ถ้ากองปุ๋ยแห้งเกินไปก็รดน้ำ ทำเช่นนี้ 3-4 ครั้ง เศษพืชก็จะเน่าเปื่อยเป็นอย่างดีและมีสภาพเป็นปุ๋ยหมัก นำไปใช้ใส่ดินเป็นปุ๋ยให้กับพืชที่ปลูกได้ เศษหญ้าและใบไม้ต่าง ๆ ถ้าเก็บรวบรวมกองสุมไว้แล้วทำเป็นปุ๋ยหมัก จะดีกว่าเผาทิ้งไป ปุ๋ยหมักจะช่วยปรับปรุงดินให้มีคุณสมบัติทางฟิสิกส์ดีขึ้นและปลูกพืชเจริญงอกงามดีเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพืชผักสวนครัว และไม้ดอกไม้ประดับ



ปุ๋ยพืชสด

 


ปุ๋ยพืชสด เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการปลูกพืชบำรุงดินซึ่งได้แก่ พืชตระกูลถั่วต่าง ๆ แล้วทำการไถกลบเมื่อพืชเจริญเติบโตมากที่สุด ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังออกดอก พืชตระกูลถั่วที่ควรใช้เป็นปุ๋ยพืชสดควรมีอายุสั้น มีระบบรากลึก ทนแล้ง ทนโรคและแมลงได้ดี เป็นพืชที่ปลูกง่าย และมีเมล็ดมาก ตัวอย่างพืชเหล่านี้ก็ได้แก่ ถั่วพุ่ม ถั่วเขียว ถั่วลาย ปอเทือง ถั่วขอ ถั่วแปบ และโสน เป็นต้น




2. ปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์


 


ปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ปุ๋ยพวกนี้เป็นปุ๋ยที่ได้มาจากการผลิตหรือสังเคราะห์ทาง อุตสาหกรรมจากแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ได้ตามธรรมชาติ หรือเป็นผลพลอยได้ของโรงงานอุตสาหกรรมบางชนิด ปุ๋ยเคมีมีอยู่ 2 ประเภท คือ แม่ปุ๋ย หรือปุ๋ยเดี่ยวพวกหนึ่ง และปุ๋ยผสมอีกพวกหนึ่ง



ปุ๋ยเดี่ยวหรือแม่ปุ๋ย


 
 
ปุ๋ยเดี่ยวหรือแม่ปุ๋ยได้แก่ ปุ๋ยพวกแอมโมเนียมซัลเฟต โพแทสเซียมคลอไรด์ ฯลฯ ซึ่งเป็นสารประกอบทางเคมี มีธาตุอาหารปุ๋ยคือ N หรือ P หรือ K เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยหนึ่งหรือสองธาตุ แล้วแต่ชนิดของสารประกอบที่เป็นแม่ปุ๋ยนั้น ๆ มีปริมาณของธาตุอาหารปุ๋ยที่คงที่ เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต มีไนโตรเจน 20% N ส่วนโพแทสเซียมไนเทรต มีไนโตรเจน 13% N และโพแทสเซียม 46% K2O อยู่ร่วมกันสองธาตุ




  ปุ๋ยผสม



ปุ๋ยผสมได้แก่ ปุ๋ยที่มีการนำเอาแม่ปุ๋ยหลาย ๆ ชนิดมาผสมรวมกัน เพื่อให้ปุ๋ยที่ผสมได้ มีปริมาณและสัดส่วนของธาตุอาหาร N P และ K ตามที่ต้องการ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ปุ๋ยที่มีสูตรหรือเกรดปุ๋ยเหมาะที่จะใช้กับชนิดพืชและดินที่แตกต่างกัน ปุ๋ยผสมนี้จะมีขายอยู่ในท้องตลาดทั่วไปเพราะนิยมใช้กันมาก ปัจจุบันเทคโนโลยีในการทำปุ๋ยผสมได้พัฒนาไปไกลมาก สามารถผลิตปุ๋ยผสมให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ มีการปั้นเป็นเม็ดขนาดสม่ำเสมอสะดวกในการใส่ลงไปในไร่นา ปุ๋ยพวกนี้เก็บไว้นาน ๆ จะไม่จับกันเป็นก้อนแข็ง สะดวกแก่การใช้เป็นอย่างยิ่ง  
ปุ๋ยผสมประเภทนี้รู้จักและเรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า ปุ๋ยคอมปาวด์ ส่วนการนำแม่ปุ๋ยมาผสมกันเฉย ๆ เพียงให้ได้สูตรตามที่ต้องการ หรืออาจมีการบดให้ละเอียดจนเข้ากันดียังคงเรียกว่าปุ๋ยผสมอยู่ตามเดิม ปัจจุบันมีการนำเอาแม่ปุ๋ยที่มีการปั้นเม็ดหรือมีเม็ดขนาดใกล้เคียงกันมาผสมกันให้ได้สูตรปุ๋ยตามที่ต้องการ แล้วนำไปใช้โดยตรงเรียกปุ๋ยชนิดนี้ว่า ปุ๋ยผสมคลุกเคล้า (bulk blending) 





































ผลิตภัณฑ์ " ปุ๋ยไฮโกรเอส (Hygro-S) และ ปุ๋ยไฮโกรแอล (Hygro-L)"

ผลิตภัณฑ์ " ปุ๋ยไฮโกร (Hygro) " ไฮโกรเอส (Hygro-S) 

และ   ปุ๋ยไฮโกรแอล (Hygro-L)


" อาหารพืช ปุ๋ยไฮโกร (Hygro) " เป็นสารอินทรีย์ชนิดเข้มข้นประเภทสาร อาหารพืช สกัดได้จากแหล่งธรรมชาติตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น สกัดจากส่วนต่าง ๆ ของต้นพืช วัตถุดิบในการผลิต สั่งนำเข้าจากต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นผลิตภัณฑ์ได้ผ่านการทดสอบและยอมรับกันทั่วโลกแล้วว่าสามารถนำมาใช้ได้ผลดีกับพืชทุกชนิด ปลอดภัย ไม่มีสารตกค้างในผลผลิตและไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม...


ราคา Hylifegro ไฮไลฟ์โกรเอส(Hylifegro-S) 1,000 มิลลิลิตร ราคา 950 บาท/ขวด


ราคา Hylifegro ไฮไลฟ์โกรเอส(Hylifegro-S)    500 มิลลิลิตร ราคา 500 บาท/ขวด


ราคา Hylifegro ไฮไลฟ์โกรแอล(Hylifegro-L)1,000 มิลลิลิตร ราคา 950 บาท/ขวด 


ราคา Hylifegro ไฮไลฟ์โกรแอล(Hylifegro-L)   500 มิลลิลิตร ราคา 500 บาท/ขวด








คุณสมบัติผลิตภัณฑ์ " ปุ๋ยไฮโกร (Hygro) " ไฮโกรเอส (Hygro-S) และ  ไฮโกรแอล (Hygro-L)

1. ไม่ใช่สารชีวภาพประเภทจุลินทรีย์หมักหรือสกัดได้จากส่วนของกระดองปูหรือเปลือกกุ้ง
2. เป็นเนื้อสารเข้มข้นมีสารอาหารพืชต่างๆครบถ้วนตามที่พืชต้องการรวมอยู่เป็นเนื้อสารเดียวกัน
3. ช่วยลดต้นทุนการใช้สารอื่นๆมาใช้ผสมร่วมเกินความจำเป็น
4. ดูดซึมได้รวดเร็ว พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที
5. สามารถผสมฉีดพ่นร่วมกับสารป้องกันกำจัดแมลงและสารกำจัดโรคได้ทุกประเภทโดยไม่เสื่อมฤทธิ์
6. ไม่จับตัวตกตะกอนแข็งและไม่จับก้อนเป็นวุ้นเมื่อผสมร่วมกับสารอื่นๆ
7. มีคุณประโยชน์ข้อดีกับต้นพืชมากกว่าเกิดโทษ
8. ใช้ได้กับทุกช่วงระยะการเจริญเติบโตของต้นพืช

ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ " ปุ๋ยไฮโกร (Hygro) " ไฮโกรเอส (Hygro-S) และ  ไฮโกรแอล (Hygro-L)


1. เพื่อฟื้นสภาพต้นให้สมบูรณ์ พืชไม่่โทรมง่ายเช่น หลังจากมีเพลี้ย,หนอนหรือโรคระบาดเข้าทำลาย
2. เพื่อทดแทนสารอาหาร ขณะที่พืชวิกฤติหาได้ไม่เพียงพอจากธรรมชาติ
3. เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ ให้กับทุกส่วนของต้นพืช เช่น ส่วนราก ยอด ดอกและผล
4. เพื่อให้ต้นพืชปรับสภาพทนทานและต้านทานต่อสภาพอากาศร้อนหรือหนาว
5. เพื่อช่วยสร้างผนังเซลล์พืชให้แข็งแรง สามารถช่วยต้านทานต่อโรคและแมลง


ปุ๋ยชีวภาพ ไฮโกรเอส ไฮโกรแอล Hygro

แนะนำเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์ " ปุ๋ยไฮโกร (Hygro) " ไฮโกรเอส (Hygro-S) และ  ไฮโกรแอล (Hygro-L) ตามช่วงระยะการเจริญเติบโตทั่วไป

1. เพื่อเสริมสร้างระบบราก ช่วยสร้างรากฝอยให้ดูดอาหารได้ดีขึ้น
2. เพื่อเร่งการงอกของเมล็ด โดยการแช่หรือราดเมล็ด
3. เพื่อช่วยสะสมอาหาร เพื่อเตรียมการออกดอก
4. เพื่อช่วยเร่งการเปิดตาดอกและช่วยผสมเกสร
5. เพื่อเร่งและบำรุงผล ช่วงเริ่มติดผลอ่อนให้ติดดก ลดผลร่วง
6. เพื่อเร่งคุณภาพของผลผลิต ขยายผลใหญ่ สร้างแป้ง สร้างเนื้อ สีเข้ม รสชาติดี และช่วยเพิ่มน้ำหนัก
7. เพื่อเป็นสารตั้งต้นทุกครั้ง เมื่อมีการฉีดพ่นสารเคมีเกษตรระยะต่าง ๆ


อัตราการใช้ผลิตภัณฑ์ " ปุ๋ยไฮโกร (Hygro) " ไฮโกรเอส (Hygro-S) และ ไฮโกรแอล (Hygro-L)


1. ขนาดบรรจุ 1,000 มิลลิลิตร./ขวด
2. ขนาดถังพ่นยา 20 ลิตร ตวงใช้ 20 - 30 มิลลิลิตร
3. ขนาดถังพ่นยา 200 ลิตร ตวงใช้ 200 - 300 มิลลิลิตร (หรือ 1,000 มิลลิลิตร ผสมน้ำได้ 1,000 ลิตร)
4. สามารถใช้ผสมร่วมกับสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงได้ทุกชนิด



วิธีใช้ผลิตภัณฑ์ " ปุ๋ยไฮโกรเอส (Hygro-S) และ ปุ๋ยไฮโกรแอล (Hygro-L)"
ชนิดพืช
ระยะเวลา
อัตราการใช้
ข้าว
-แช่เมล็ดพันธ์ก่อนนำไปหว่าน
-
ป้องกันข้าวขะงักงันจากฤทธิ์ของสารกำจัดศัตรู
(
ผสมพร้อมสารคุมฆ่าหญ้า หรือ กำจัดแมลง)
-
สร้างความแข็งแรงและช่วยให้ข้าวแตกกอดีฉีดพ่นทุก 15 วัน
20-30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร
10-20 
ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร




20-30 
ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร
พืชไร่
-แช่เมล็ด/ท่อนพันธ์ก่อนนำไปปลูก
-
ผสมร่วมกับสารกำจัดศัตรูพืชฉีกพ่นทุก15วัน
20-30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร
10-20 
ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร

 
พืชผัก
ทุก 15 วัน
20-30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร
พืชดอก ไม้ประดับ
ทุก  7-14 วัน
10-20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร
ไม้ผล และไม้ยืนต้น
ทุก 30 วัน
20-30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร




ข้อแนะนำพิเศษ
วัตถุประสงค์
ข้อแนะนำ
อัตราการใช้
แก้ต้นพืชโทรมจากอากาศที่เปลี่ยนแปลงต้านทานโรคและแมลงระบาด
ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันเพิ่มความแข็งแรง ไม่ทำให้พืชชะงักต่อสภาวะแวดล้อม
20-40 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร
ฉีดพ่นได้ทุกๆ 7-14วัน
แก้ปัญหาดินจืดจากสารอาหารไม่เพียงพอรักษารากดำ
แก้ปลายรากอั้นไม่ยอมกินปุ๋ย
ใช้กับพืชที่ปลูกในดินเสื่อมสภาพหรือดินทราย ช่วยให้ต้นและใบเขียวทน
20-40 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร
ฉีดพ่นได้ทุกๆ 7-14วัน





วีดีโอข้อมูล:ไฮโกรเอส (Hygro-S) และ ไฮโกรแอล








รวมรูปภาพเกษตรกรผู้ที่ได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์




























หากลูกค้าหรือเพื่อนๆ ท่านใดสนใจสอบถามข้อมูลมาทางอินบ็อกซ์ได้นะคะ 

หรือจะโทรมาสอบถามที่เบอร์:
Tel.080-9790239(ระบบTrue Move)
Tel.085-2279446(ระบบ 1-2CALL)
หากต้องการทราบข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมเข้าไปดูข้อมูลได้ที่เว็บไซด์ด้านล่างนี้เลยค่ะ 

Website: http://hylife-hygros.blogspot.com
Facebook Fanpage:https://www.facebook.com/pages/Fuco-Beauty-Shop/1398475427038542?ref=hl